สอนแต่งภาพ HDR แบบสวยๆ ง่ายๆ ด้วยโปรแกรม Photomatix Pro

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่า HDR คืออะไร  

     ในสถานการณ์แบบนี้ถ้าหากภาพที่เราต้องการถ่ายเป็นภาพแลนด์สเคปที่แบ่งกันอย่างชัดเจนระหว่างท้องฟ้าด้านบนที่สว่างมาก กับโฟร์กราวน์ที่อยู่ส่วนล่างของภาพซึ่งสว่างน้อยกว่า กรณีนี้เราสามารถแก้ปัญหาในขณะถ่ายได้ด้วยการใช้ฟิลเตอร์ลดแสงแบบครึ่งซีก Graduate ND เพื่อช่วยลดความสว่างของท้องฟ้าด้านบนให้ใกล้เคียงกับฉากหน้า ก็จะสามารถเก็บรายละเอียดของภาพทั้งหมดได้ แต่ถ้าในภาพที่ต้องการถ่ายไม่ได้แบ่งส่วนมืดและสว่างแบบบนล่างชัดเจน เช่นเป็นภาพที่มีตึกสูงยื่นไปบนท้องฟ้า มีหน้าผาหินอยู่ด้านข้างของภาพ หรือต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านท่ามกลางท้องฟ้าที่สว่างจ้า กรณีเหล่านี้ฟิลเตอร์ลดแสงแบบครึ่งซีกคงไม่เหมาะเท่าไหร่เพราะซับเจคบางส่วนจะถูกบดบังแสงไปด้วยและจะยิ่งมืดไปใหญ่ เราคงจำเป็นต้องเลือกว่าจะเก็บรายละเอียดส่วนไหนของภาพเอาไว้ แล้วยอมปล่อยให้เสียรายละเอียดบางส่วนไป แต่ถ้าหากว่าต้องการจะเก็บรายละเอียดของภาพทั้งส่วนมืดและส่วนสว่างให้ได้หมดจริง ๆ ก็คงต้องใช้เทคนิคพิเศษในการถ่ายร่วมกับเทคนิคในการปรับแต่งภาพเข้ามาช่วย เทคนิคที่ว่านี้คือเทคนิค การทำภาพแบบ HDR หรือ High Dynamic Range Photo



คำว่า Dynamic range ในแง่ของการถ่ายภาพ หมายถึงช่วงการรับแสงในแต่ละภาพตั้งแต่สว่างน้อยสุดไปจนถึงสว่างมากสุดที่กล้องจะสามารถให้รายละเอียดได้ ซึ่งช่วงการรับแสงที่ว่านี้จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเซนเซอร์และระบบประมวลผลในกล้องเป็นหลัก คำว่ารายละเอียดในภาพหมายถึงส่วนที่สามารถบันทึกลวดลายพื้นผิวได้ เช่นผนังสีขาวที่มองเห็นลวดลายของเนื้อไม้หรือความหยาบของผิวปูน ถ้าหากบันทึกเป็นภาพแล้วสีขาวกลายเป็นปื้นนั่นแสดงว่ากล้องไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ หรือถ้าหากถ่ายภาพคนแล้วบริเวณผมเห็นเป็นปื้นดำไม่เห็นเป็นเส้นนั่นก็แสดงว่าไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ ความแตกต่างของค่าแสงในภาพเราเรียกว่าค่าความเปรียบต่างของแสงหรือคอนทราสต์แสง ซึ่งในการถ่ายภาพแต่ละครั้งค่าความเปรียบต่างของแสงจะแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ เช่นในวันที่แดดจัดบริเวณที่ถูกแสงแดดโดยตรงกับบริเวณที่อยู่ในร่มเงาจะมีค่าแสงที่ต่างกันมาก แต่ในวันที่ท้องฟ้ามีเมฆมากแดดจะไม่แรง ความเข้มของแสงจะลดลงเพราะถูกกรองด้วยเมฆแสงจะกระจายทั่ว ความเปรียบต่างของบริเวณที่ถูกแสงกับบริเวณที่อยู่ในร่มเงาก็จะลดลงด้วย

ในความเป็นจริงของการถ่ายภาพกับแสงธรรมชาติ เราคงต้องพบกับสภาพแสงที่แตกต่างหลากหลาย และแน่นอนว่าคงหลีกเลี่ยงสภาพแสงที่มีความปรียบต่างสูงจนเกินช่วง Dynamic range ของกล้องไม่ได้ โดยเฉพาะกับการถ่ายภาพแลนด์สเคปที่ช่วงไฮไลท์ท้องฟ้ามีสีสันสวยงามคือช่วงอาทิตย์ขึ้นและตก ในสถานการณ์แบบนี้เราจำเป็นต้องถ่ายภาพในลักษณะย้อนแสงโดยตรง นั่นเท่ากับว่าสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในภาพจะหันด้านที่ไม่ถูกแสงให้กับกล้อง ตรงกันข้ามกับบริเวณท้องฟ้าที่มีแสงสว่างเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ ในสภาพแสงแบบนี้ไม่มีทางไหนเลยที่กล้องจะสามารถเก็บรายละเอียดได้หมดทั่วทั้งภาพ ซึ่งต่างจากที่เราเห็นด้วยตาเปล่า วิธีเดียวที่จะทำได้ก็คือต้องใช้เทคนิคการทำภาพแบบ HDR เข้ามาช่วย คำว่า HDR ย่อมาจาก High dynamic range การทำภาพแบบ HDR ในที่นี้จึงหมายถึงกระบวนการที่จะทำให้ได้ภาพในสถานการณ์ที่มีช่วงความต่างของแสงสูงเกินกว่าที่กล้องจะบันทึกรายละเอียดได้หมดนั่นเอง


       การทำภาพแบบ HDR สามารถทำได้หลายวิธี แต่ทั้งหมดจะอาศัยหลักการเดียวกันก็คือใช้วิธีบันทึกภาพตั้งแต่สองภาพขึ้นไปด้วยค่าที่ต่างกัน เพื่อเก็บรายละเอียดของแสงตั้งแต่ส่วนที่มืดสุดไปจนสว่างสุดให้ได้ครบถ้วนในขั้นตอนการถ่าย ส่วนจะบันทึกกี่ภาพต้องขึ้นอยู่กับสภาพแสงในขณะนั้นว่ามีค่าความต่างมากน้อยแค่ไหน หรือต้องการไล่โทนภาพละเอียดขนาดไหน เมื่อได้ภาพแล้วก็มาทำการปรับรวมภาพทั้งหมดด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้ซอฟท์แวร์ช่วยเพื่อนำรายละเอียดจากแต่ละภาพมาใช้เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ที่สุด รายละเอียดครบถ้วนที่สุด ดังนั้นการจะทำภาพ HDR จึงไม่เฉพาะเป็นการถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการโพรเซสไฟล์ด้วยคอมพิวเตอร์ร่วมด้วย นั่นหมายความว่าหากจะทำภาพ HDR เราจำเป็นต้องวางแผนไว้ให้ดีตั้งแต่ตอนถ่าย เพื่อนำภาพที่ได้มาทำ HDR ซึ่งการวางแผนสำหรับถ่ายภาพมาทำ HDR นั้น ช่างภาพจำเป็นเข้าใจถึงขั้นตอนการทำ และต้องรู้จักกับหลักการทำงานของซอฟท์แวร์ที่จะใช้ด้วย เพื่อให้เราสามารถกำหนดรูปแบบการถ่ายได้ถูกต้อง เนื่องจากซอฟท์แวร์แต่ละตัวมีวิธีการใช้และหลักการทำงานที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต

 

ภาพแบบไหนที่ต้องทำ HDR
กระบวนการทำภาพ HDR คือกระบวนการปรับเกลี่ยแสงเพื่อให้ได้รายละเอียดทั้งในส่วนมืดและส่วนสว่างหรือเฉลี่ยในส่วนที่สว่างมากและมืดมากให้ใกล้เคียงกันเพื่อให้ภาพมีรายละเอียดครบถ้วน นี่คือหลักการทำภาพ HDR ซึ่งภาพส่วนใหญ่ที่มักนำมาทำก็จะเป็นภาพที่ยากต่อการถ่ายด้วยเทคนิคปกติ นั่นหมายถึงไม่สามารถใช้กล้องเพื่อบันทึกรายละเอียดของภาพได้หมด หรือบันทึกมาแล้วภาพดูไม่สวยงาม เราก็ต้องใช้เทคนิคการทำภาพแบบ HDR เข้ามาช่วยเสริม ยกตัวอย่างในช่วงเวลาที่แสงจัดจ้าท้องฟ้ากับพื้นด้านล่างมีค่าแสงต่างกันมากเกินกว่า 3 สตอปขึ้นไป ถ้าหากเราใช้วิธีถ่ายภาพตามปกติ เราจำเป็นต้องเลือกว่าจะเก็บรายละเอียดส่วนไหนของภาพไว้ บริเวณท้องฟ้าหรือพื้นดิน หากเราเลือกเน้นค่าแสงไปที่บริเวณท้องฟ้าเราก็จะได้ภาพที่มีท้องฟ้าสวยงามแต่พื้นล่างก็อาจมืดจนไม่มีรายละเอียด ตรงกันข้ามถ้าเราเลือกที่จะเน้นค่าแสงไปที่พื้นดินเราก็จะได้ภาพที่พื้นดินได้รับแสงพอดีแต่ท้องฟ้าก็จะขาวเว่อร์จนแทบไม่มีรายละเอียด หรือกรณีสุดท้ายถ้าเรามีความพยายามที่จะเก็บรายละเอียดทั้งสองส่วนให้ได้หมดโดยใช้วิธีเฉลี่ยค่าแสงจากทั้งสองส่วน เราก็อาจจะได้ภาพวิวที่มีท้องฟ้าจืดชืดดูแล้วเป็นภาพที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ    ภาพแบบนี้แหละครับที่ควรนำมาทำ HDR
ถึงแม้ว่าการทำ HDR จะหมายถึงการทำภาพเพื่อให้สามารถบันทึกช่วงความต่างของแสงได้มากเกินกว่าที่กล้องจะทำได้ แต่ปัจจุบันเทคนิคการทำภาพแบบ HDR ถูกนำไปใช้กับภาพมากมายสารพัดไม่เฉพาะแต่กรณีดังกล่าวเท่านั้น ช่างภาพส่วนใหญ่ที่ได้เรียนรู้เทคนิคการทำภาพแบบ HDR และใช้อย่างคุ้นเคยแล้ว ก็มักนำไปประยุกต์ใช้กับภาพได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่นำไปใช้แก้ไขข้อจำกัดในการถ่ายภาพเท่านั้นแต่ยังนำไปใช้สร้างสรรค์ภาพที่ดูแปลกตาเหนือจริงกว่าภาพปกติทั่วไป ตรงนี้แนะนำว่าควรระมัดระวังในการทำภาพให้ดี หากว่าสนุกกับมันจนเพลินปรับแต่งจนมันมือไปหน่อย แทนที่จะได้ภาพที่ดูสวยอาจกลับกลายเป็นภาพที่ดูแปลกไปเลย
มีบางคนเข้าใจว่าการทำภาพ HDR เป็นการเฉลี่ยค่าแสงจากภาพที่ถ่ายด้วยสภาพแสงที่แตกต่างกันมาทั้งหมด ให้เป็นภาพที่มีสภาพแสงใกล้เคียงกันทั่วทั้งภาพ อันนี้ไม่จำเป็นนะครับ ขึ้นอยู่กับความสวยงามของภาพและความต้องการของเรามากกว่า ว่าต้องการปรับแต่งมากน้อยแค่ไหน บางจุดเราอาจต้องการเพิ่มความสว่างขึ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เห็นรายละเอียดบ้างแต่ไม่จำเป็นว่าต้องปรับแต่งให้สว่างใกล้เคียงกับบริเวณอื่น อย่าลืมว่าภาพที่มีแสงเงาไล่โทนแบบเข้มบ้างสว่างบ้างยังคงเป็นภาพที่มีเสน่ห์เมื่อเทียบกับภาพที่มีความสว่างถ้วนทั่วทั้งภาพใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าการปรับแต่งโทนแสงในตำแหน่งต่าง ๆ ให้ได้อย่างที่ต้องการ อาจทำได้ยากหากเราใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับทำภาพ HDR มันจึงเหมาะกับการปรับแต่งด้วยตัวเองมากกว่า

 

มาลองแต่งภาพ HDR กัน 😀

ลองแต่งภาพกันดูนะครับ 😛

 

ขั้นตอนการถ่ายภาพเพื่อทำ HDR นะครับ

********************************** ***********************************************
เมื่อเราได้รู้ถึงหลักการทำภาพ HDR ในขั้นตอนโพรเซสแล้ว เราก็ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการถ่ายภาพด้วย เพื่อให้การโพรเซสภาพนั้นทำได้สะดวกและให้ผลดีที่สุดแนะนำให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้ครับ
-เลือกระบบบันทึกภาพ ในกรณีที่ต้องการถ่ายภาพแลนด์สเคปเพื่อมาทำ HDR แนะนำว่าควรใช้ระบบบันทึกภาพแบบออโต้ชัตเตอร์ (A / Av) หรือโหมดแมนนวล (M) เพื่อให้สามารถสำหนดขนาดรูรับแสงไว้ตายตัวได้ และหันไปรับเปลี่ยนค่าความเร็วชัตเตอร์เพื่อเพิ่มหรือลดปริมาณแสงแทน ไม่เช่นนั้นแล้วการปรับเปลี่ยนขนาดรูรับแสงจะทำให้ระยะชัดในแต่ละภาพต่างกัน การซ้อนภาพก็อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร
-ตั้งค่าสำหรับบันทึกภาพ เพื่อความสะดวกรวดเร็วแนะนำให้ใช้ระบบถ่ายคร่อมค่าแสงอัตโนมัติ (Autobracketing) กำหนดจำนวนภาพ และค่าความต่างของแสงในแต่ละภาพที่ต้องการ ตรงนี้ควรพิจารณาจากสภาพแสงในตอนนั้นว่ามีช่วงความเปรียบต่างแสงมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากในภาพมีความเปรียบต่างของแสงมากก็อาจต้องถ่ายจำนวนภาพมากหน่อยอาจจะซัก 5-7 ภาพ แต่ถ้าไม่มากก็อาจแค่ 2-3 ภาพก็พอ ยิ่งจำนวนภาพมากเท่าไหร่การทำงานก็จะยิ่งยุ่งยากขึ้นและเวลาในการโพรเซสไฟล์ก็จะยิ่งนานขึ้นด้วย ส่วนการกำหนดค่าความต่างของแสงที่จะบันทึกในแต่ละภาพต้องขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการความละเอียดในการไล่โทนแสงมากน้อยแค่ไหน ถ้าต้องการละเอียดมากก็อาจตั้งค่าความต่างในแต่ละภาพห่างกัน ½ – 1 สตอป แต่ถ้าไม่ได้ต้องการละเอียดมากก็อาจตั้งให้แต่ละภาพได้รับแสงห่างกันภาพละ 2 สตอป
-ตั้งค่าไวท์บาลานซ์ กำหนดค่าไวท์บาลานซ์เพื่อให้ได้โทนสีภาพตามที่ต้องการ แนะนำว่าไม่ควรใช้โหมดออโต้ไวท์บาลานซ์เพื่อป้องกันความผิดเพี้ยนของโทนสีในแต่ละภาพ
-ใช้ขาตั้งกล้องทุกครั้ง เนื่องจากเป็นการนำภาพมาซ้อนเข้าด้วยกัน เราจึงจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อให้มั่นใจว่าภาพที่ถ่ายจะอยู่ในตำแหน่งเดียวกันทั้งหมด
-ใช้สายลั่นชัตเตอร์ แนะนำให้ใช้จนติดเป็นนิสัยเลยนะครับ ถ้าหากว่าต้องการได้ภาพที่คมชัดสุด ๆ ไม่เฉพาะแต่กับการทำภาพ HDR เท่านั้น แนะนำให้ใช้กับภาพทุกประเภทที่ต้องการความนิ่งและความชัวร์ ขณะที่เรากดปุ่มบันทึกภาพด้วยนิ้วมือเราจำเป็นต้องออกแรงกดและปล่อยนิ้วเมื่อบันทึกภาพเสร็จ ถึงแม้เราจะพยายามให้เบาที่สุดแล้วก็ตามแต่โอกาสทำให้ภาพไม่คมชัดก็ยังมีอยู่ วิธีเดียวที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าภาพจะคมชัดอย่างที่สุดก็คือการไม่ไปสัมผัสตัวกล้อง เราจึงจำเป็นต้องใช้สายลั่นชัตเตอร์ หรือรีโมทเป็นตัวควบคุม
-ล็อคกระจกสะท้อนภาพทุกครั้ง แรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการดีดตัวของกระจกสะท้อนภาพจะส่งผลให้ภาพขาดความคมชัดได้หากว่าความเร็วชัตเตอร์ที่ใช้ไม่สูงพอ ยิ่งในกรณีที่ต้องถ่ายต่อเนื่องติดต่อกันหลายภาพก็ควรต้องทำเป็นอย่างยิ่ง

hdr_photo_original

ภาพถ่ายตัวอย่างที่จะนำมาเข้าสู่กระบวนการทำ  HDR ในตัวอย่างนี้เป็นการถ่ายทั้งหมด 4 ภาพด้วยกัน โดยกำหนดค่ารูรับแสงตายตัวไว้ที่ F8 และปรับเปลี่ยนค่าความเร็วชัตเตอร์เพื่อควบคุมปริมาณแสงโดยปรับค่าความต่างของแต่ละภาพที่ 1 สตอป

 ในการทำภาพ HDR แนะนำว่าควรถ่ายเป็น RAW File นะครับเพื่อให้ภาพมีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งได้สูงที่สุด ในขั้นตอนการเตรียมภาพหากเราได้ศึกษาและรู้ถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ของกระบวนทำภาพ ก็จะทำให้เรากำหนดเงื่อนไขในการถ่ายภาพได้อย่างถูกต้องและเมื่อนำภาพเข้าสู่กระบวนการทำ HDR ก็จะได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับที่ต้องการมากที่สุด แรก ๆ อาจรู้สึกว่ายุ่งยากทั้งในขั้นตอนการถ่ายและกระบวนการโพรเซส แต่หากได้ทำบ่อย ๆ ก็จะคุ้นเคยและสนุกกับมัน บางคนถึงกับติดงอมแงมเลยทีเดียว ผมเคยอ่านบทความจากเว็บไซต์แห่งหนึ่งของต่างประเทศที่ช่างภาพฝรั่งได้เขียนเอาไว้ เค้าบอกว่าผลงานของเขากว่า 70% ใช้เทคนิคการแต่งภาพแบบ HDR ช่วยด้วยเสมอ แนะนำให้ลองศึกษาดูนะครับอย่างน้อยในหลาย ๆ สถานการณ์มันก็ช่วยให้เราแก้ไขจุดบกพร่องในภาพได้ ส่วนจะชอบไม่ชอบก็ขึ้นอยู่สไตล์การถ่ายภาพของแต่ละคน



ขอบคุณข้อมูลและแนวคิดจาก

http://www.zmos.net/howto/89/1213-hdr-photo-technique

Be Sociable, Share!

บทความที่เกี่ยวข้อง:

Comments

comments

ติดติมเราได้ใน Facebook นะครับ :)

About admin